20 เมษาฯ กว่าจะถึงอันซุ่น
เราตื่นมาเมื่อฟ้าสางแล้ว เห็นป้ายชี้บอกทางบนไฮเวย์ว่าทางนั้นไปกุ้ยหยาง ทางนี้ไปคุนหมิง ก็ใจชื้นว่าเราเดินทางมาไกลแล้ว
.
แต่ถ้าตรวจเวลาตามกำหนดการแล้ว จากเดิมที่เราได้รับแจ้งข้อมูลว่ารถจะใช้ระยะเวลาวิ่ง 11 ชั่วโมง ซึ่งหากรถออกจากสถานีบ่ายโมงครึ่ง ก็น่าจะถึงจุดหมายราวๆ ตีหนึ่ง แต่ในเมื่อรถวิ่งวนเวียนอยู่ในกวางโจว 2 ชั่วโมงกว่า รถก็น่าจะถึงราวตีสามเศษๆ ซึ่งก็เป็นเวลาที่ไม่มีนักท่องเที่ยวคนใดอยากให้ไปถึงตอนนั้น เราจึงภาวนาอยากให้รถไปถึงช้าอีกสักหน่อย จะได้ไปถึงอันซุ่นเช้า พร้อมเที่ยวทันที
.
ดูท่าคำภาวนาเราจะสมปรารถนา เพราะเจ็ดโมงกว่าแล้วรถกำลังฮ่อเต็มที่อยู่บนไฮเวย์ ซึ่งหากจะไปอันซุ่น รถจะต้องผ่านเมืองกุ้ยหยางก่อน แล้วเราก็เห็นป้ายบอกทางไปกุ้ยหยางแล้ว
.
เรานอนชมวิวสองข้างทางอย่างสบายอารมณ์ เพราะยังเช้าอยู่
.
พูดถึงชื่อกุ้ยหยาง หลายคนอาจไม่คุ้นเท่าชื่อกุ้ยหลิน เพราะคนนิยมมาล่องเรือชมทิวเขายึกยือ ที่ขอบเขามันมีลักษณะยึกยือก็เพราะมันเป็นภูเขาหินปูนนั่นเอง ส่วนกุ้ยหยางเป็นเมืองเอกของมณฑลกุ้ยโจวที่ใครจะไปกุ้ยหลิน ก็มักมาเริ่มต้นที่เมืองนี้ แต่สำหรับทริปของเรา เป็นพวก Fast Trip ไม่ใช่ Slow Trip จึงไม่มีโปรแกรมเฉไฉไปกุ้ยหลิน แต่จะดิ่งตรงไปอันซุ่น แล้วหลังจากนั้นก็จะขึ้นรถไฟต่อไปเฉินตูเลย
.
แรกๆ เราก็นอนทอดหุ่ยอย่างไม่อนาทรร้อนใจ แต่แปดโมงกว่าก็แล้ว เก้าโมงกว่าก็แล้ว สิบโมงกว่าก็แล้ว รถยังคงวิ่งอยู่บนไฮเวย์ พร้อมกับมีป้ายชี้ทางว่ากุ้ยหยางไปทางนั้น ไปทางนั้น... ที่นอนนุ่มเริ่มแข็ง จนหลังเราเริ่มไม่ติดเบาะ ผมรู้สึกว่าการนอนหนนี้เป็นการนอนที่ยาวนานเกินไปสำหรับคนขี้เกียจอย่างผม ดีกรีความว้าวุ่นใจทะยานสูงขึ้น เพราะเราถือตั๋วรถไฟเที่ยวห้าโมงครึ่งจากอันซุ่นไปเฉินตูของเย็นวันนี้
.
เราไม่อยากเดินทางไปถึงอันซุ่นเพื่อต่อรถไฟไปเฉินตูเลย เนื่องจากความตั้งใจที่มาแวะอันซุ่นนั้น ก็เพื่อมาเที่ยวน้ำตกที่ขึ้นทำเนียบว่าใหญ่ที่สุดในประเทศจีน
.
สงสัยคำภาวนาของเราจะแรงเกินคาด กว่าจะมาถึงกุ้ยหยางก็เที่ยงกว่า ทุกคนบนรถลงกันที่นี่ เหลือเราเพียง 2 คนอีกแล้ว แล้วก็เป็นจริงตามคาด เราถูกคนขับไล่ลงที่นี่ ก็เหมือนเดิม เรายื่นตั๋วให้เขาดูพร้อมกับพูดคำเดิมว่า อันซุ่น
.
คนขับพูดอะไรกลับมาก็ไม่รู้ หลังจากนั้นก็พาเราไปหาผู้ชายอีกคนหนึ่ง ทั้งคู่พูดคุยอะไรกันนิดหน่อย แล้วคนขับรถก็ควักเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้ชายคนนั้นไป ชายคนนั้นบอกให้เราคอย "อูย ตูจะถูกต้มไหมว่ะ" ผมนึกในใจ ชายคนนั้นหายไปสักพัก ก็หนีบชายอีกคนหนึ่งมาด้วย เป็นคนเดินทางเหมือนกันเพราะหอบกระเป๋าสัมภาระมาด้วย แล้วผู้ชายคนที่บอกให้เราคอยก็เดินนำคณะข้ามถนน ลอดอุโมงค์ โผล่มาที่ถนนอีกเส้น เขาก็ทำท่าบอกให้เราคอยอีก
.
ผมหันไปถามเพื่อนที่มาด้วยว่าเราจะไปเที่ยวน้ำตกหวงกัวซู่กันต่อไหม เพราะนี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว
.
"ไป เหลือเวลาอีกตั้ง 5 ชั่วโมงเลยนะ" เพื่อนผมหันมาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก็ในเมื่อตั้งใจมาแล้ว ก็ต้องตั้งใจไปให้ถึง
.
แต่สำหรับผม 5 ชั่วโมงเองนะ นี่เราก็ยังไปไม่ถึงอันซุ่น แล้วจากอันซุ่นต้องเดินทางต่อไปน้ำตกอีกชั่วโมงกว่า กลับอีกชั่วโมงกว่า ไฉนเลยจะทันการณ์
.
เรายืนคอยกันอยู่ริมถนนแป๊บเดียว ก็มีรถเมล์วิ่งผ่านมา ชายคนนำทางโบก ต้อนเราสามคนขึ้นรถ แล้วก็ควักเงินจำนวนหนึ่งยื่นให้กับเด็กรถ แล้วก็หันหลังจากไป
.
เราถึงบางอ้อว่าไม่ได้ถูกต้ม แต่เป็นการส่งต่อไม้ แม้จะดูเอาเปรียบผู้บริโภคไปสักหน่อย เพราะเราซื้อตั๋วรถนอนจากกวางโจวไปอันซุ่น ไม่ใช่ต้องมาต่อรถเมล์อย่างนี้ แต่ถามว่าเราเคืองแค้นไหม ผมกับเพื่อนต่างก็เฉยๆ ตอนนี้เราลุ้นเพียงว่าอยากไปให้ถึงอันซุ่นโดยเร็วที่สุด
.
วิวสองข้างทางจากกุ้ยหยางไปอันซุ่น ร่มรื่น อากาศดีเชียวครับ เปิดหน้าต่างขึ้นเล็กน้อยพอให้ลมโกรก ดับความกังวลใจได้ดีทีเดียว
.
เราถึงอันซุ่นตอนบ่ายสองกว่า ความตั้งใจของเพื่อนผมที่จะไปน้ำตกหวังกัวซู่เป็นอันล้มเลิก
.
เรากางแผนที่เพื่อหาทางไปสถานีรถไฟ กะว่าจะไปหาอะไรกินกันแถวนั้น แล้วจับรถไฟต่อไปเฉินตูในตอนเย็น
นั่นเป็นแผนการณ์ของเพื่อนผมหลังจากความตั้งใจของเขาล้มเหลว
.
ส่วนแผนการณ์ของผมนั้น มันเริ่มต้นตอนที่เรากำลังเดินไปที่สถานีรถไฟ
.
"พี่...ผมว่านะ ไหนๆ ก็มาถึง เสียดายแย่เลยถ้าไม่ได้เที่ยว เราทิ้งตั๋ววันนี้ดีไหม แล้วค่อยขึ้นรถไฟไปพรุ่งนี้" ผมเสนอ
.
"ตั้ง 130 หยวนเลยนะ แล้วเราก็เสียเวลาที่กวางโจวมาแล้ววันหนึ่ง ถ้าเสียเวลาที่นี่อีก เธอจะไปถึงจิ่วไจ้โกวเหรอ...จิ่วไจ้โกวที่เธออยากมาตั้งแต่แรกไม่ใช่เหรอ" พี่เขาแย้ง
.
"ไม่เป็นไร เพราะถ้ามาถึงอันซุ่นแล้ว ไม่ได้เที่ยวอันซุ่นนั้นเสียดายกว่า ส่วนจิ่วไจ้โกวมันยังไปไม่ถึง แล้วถ้าไปไม่ถึง ยังไงก็คงเสียดายน้อยกว่า" ผมตอบกลับไปอย่างเป็นหลักเป็นการ
.
เพื่อนผมดูจะเสียดายตังค์ 130 หยวนเป็นอย่างมาก
.
"จริงๆ เราลองคืนตั๋วไหม เพราะนี่มันก็ก่อนเวลาตั้งสามชั่วโมง น่าจะ refund เงินคืนมาได้ส่วนหนึ่ง" ผมเสนออีก
.
ทีนี้เพื่อนผมเริ่มคล้อยตามแระ
.
สุดท้าย เราตัดสินใจค้างที่อันซุ่น 1 คืน และยอมเดินทางล่าช้ากว่าโปรแกรมเพิ่มอีก 1 วัน รวมเป็น 2 วัน
.
ปิดท้ายด้วยการเอาภาพบรรยากาศโดยรวมของเมืองอันซุ่นมาให้ดูกันก่อน