คำสารภาพ...สักครั้ง

posted on 29 Jun 2009 00:21 by cinemaniarama
ถึงใครคนหนึ่งที่กำลังจะหลุดลอยไป
.
.
เมื่อคืนวันเสาร์ผมกินเหล้าเมาเหมือนหมา อ๊วกแตกกลางทาง ร้องไห้ รู้สึกสับสนในตัวเอง รู้สึกตัวเองไม่ได้ความ ดีที่ได้แฟนเก่าช่วยประคองอาการ
. 
ผมอยากบอกว่า...ผมชอบนายนะ แม้นายจะไม่เคยชอบผมเลยก็ตาม
.
ผมอยากใกล้ชิดนาย แต่ก็เหมือนมีแรงผลักอะไรบางอย่างให้ผมต้องออกห่าง อาจเพราะ life stlye เราค่อนข้างต่างกัน
.
ผมอยากดูแลนายให้มากกว่านี้ แต่ผมก็ไม่ใช่คนเก่งกาจสามารถอะไร
. 
ผมอยากปกป้องนาย แต่ผมก็เป็นคนประเภทค่อนไปทางอ่อนแอไม่เอาถ่าน
แถมยังมีนิสัยเสียๆ หลายอย่าง--ทั้งไม่มั่นใจในตัวเอง คุยไม่สนุก คิดมาก และขี้น้อยใจ
ที่ผ่านมาผมสุขใจเพียงแค่ได้กุมมือนาย ผมชื่นใจที่ได้ฟังนายคุยโน่นคุยนี่ ผมชอบใจในท่าทางยโสเล็กๆ ของนาย แล้วเขินอายทุกครั้งที่นายมองผม นี่เป็นสาเหตุที่ทำไมหลายครั้งผมหลบตานาย (ผมไม่ใช่คนโรคจิตสักหน่อย ฮา)
...แต่...ผมทุกข์ใจที่ไม่รู้เลยว่านายแยแสผมสักนิดไหม นายอึดอัดที่ต้องใกล้ชิดคนน่าเบื่ออย่างผมไหม หรือนายรู้สึกเพียงว่ามีใครสักคนมาฆ่าเวลาในระหว่างช่วงเวลาที่ความรักนายยังไม่ลงตัว
ความรัก, ความชอบ ไม่ใช่เรื่องของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นสิ่งที่ดีที่นายไม่ฝืนเมื่อผมไม่ใช่ และผมก็ไม่ควรขืนให้นายฝืนในเมื่อผมไม่ใช่
ผมพูดไม่เก่ง จึงเลือกที่จะเมล์หานาย ผมอยากได้ยินเสียงนาย แต่ก็ปอดแหกเกินไป รู้ว่านายไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ก็อ่านหน่อยนะ
ทั้งหมดที่เพ้อมา ความจริงคือผมไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่านี้ เพียงแค่ได้สารภาพ--สารภาพความจริงใจอย่างจริงใจ และสารภาพความต่ำต้อยที่ผมไม่ดีพอสำหรับนาย--และเพียงแค่นายได้รับรู้ ส่วนผมก็จะพยายามตื่นจากฝันให้ได้ครับ

ส้มโอก็มีหัวใจ

posted on 18 Jan 2009 00:09 by cinemaniarama

บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ผมนั่งอยู่บนรถเมล์ คนขับเหยียบเบรคกระทันหันด้วยลีลานักเลง ทันใดนั้นเอง ส้มโอขนาดใหญ่กว่าลูกตะกร้อนิดหน่อยก็กลิ้งหลุนๆ ผ่านสายตาผู้ร่วมโดยสารหลายคู่

"คว้าไว้" มีเสียงตะโกนกึ่งกล้ากึ่งเกรงใจของหญิงวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของดังขึ้น

หลายมือเอื้อมคว้า แต่ไม่ไวเท่าเจ้าส้มโอที่กลิ้งจากตอนกลางของรถจนเกือบถึงปากประตู เชื่อว่าหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องคิดว่ามันจะพุ่งทะยานลงจากรถเมล์ แต่การณ์ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันหยุดกึกที่ปากประตูเสียเฉยๆ ไม่คิดแม้เพียงกระดอนลงบันได

ผมว่าส้มโอคงมีหัวใจ พอเติบใหญ่อ้วนท้วนสมบูรณ์ ก็ถูกพรากจากแขนของต้นแม่ส้มโอ หลังจากนั้นชาวสวนก็จับมันใส่ไว้ในเข่ง ขายทอด แล้วไปกองอยู่ที่ตลาด

ทันทีที่ไม่ใครสักคนมาอุ้ม มาเล่นหัว แล้วซื้อมันไป มันจึงดีใจที่จะได้ไปอยู่บ้านใหม่ มีคนคอยเอาใจใส่ดูแล มีคนรัก มีคนห่วงใยให้ความอบอุ่น

ผมว่านะว่า เหตุการณ์ที่ผมเห็นในบ่ายวันนั้น มันคงกำลังดีใจจนเก็บความรู้สึกนั้นไว้แทบไม่อยู่ พอสบโอกาสเหมาะ มันจึงอดใจวิ่งเล่นด้วยความเพลิดเพลินไม่ได้ ถึงแม้มันจะไม่มีขาก็ตาม แต่ก็มีหัวใจ ซึ่งสิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเป็นไหนๆ แล้วก็เพราะมันมีหัวใจนี่เอง ด้วยความจงรักภักดีต่อนายใหม่ เมื่อมีเสียงตะโกนว่า "คว้าไว้" มันจึงหยุดกึกทันที

.

.

ถ้าใครได้เห็นแววตาของมันในตอนนั้น จะพบว่าช่างสดใสอ่อนโยน แต่ในเวลานั้น คนส่วนใหญ่บนรถต่างเริ่มละวางสายตาและปลดปล่อยตัวเองจากอาการลุ้นระทึกเสียแล้ว

ส้มโอถูกส่งคืนเจ้าของ โถ...ช่างไม่รู้เลยหรือว่า เมื่อไปถึงบ้านใหม่ เจ้าก็จะถูก "เจี๋ยน" ถึงเวลานั้นมันคงนึกเสียใจที่ทำไมไม่กระโดดลงจากรถเมล์เสียตั้งแต่คราวแรก

.

ถ้าไม่มีใครหาว่าผมบ้า ผมคงเดินไปบอกกับผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นว่า

"ส้มโอก็มีหัวใจนะ"

ตำราช่วยโลกกู้วิกฤตสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ทั้งเทศและไทย (ที่ลอกมาจากเทศอีกที) มักมีข้อปฏิบัติอยู่ประการหนึ่ง คือ "จงกินมังสวิรัต"

การกินมังสวิรัตช่วยเหลือดูแลโลกได้อย่างไรบ้าง

นั่นเพราะมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า ฟาร์มปศุสัตว์ต้องอาหารที่เป็นพืชเพาะเลี้ยงปริมาณมาก โดยเฉพาะวัว ที่ไหนจะทั้งตด ทั้งเรอ ล้วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อน มีข้อมูลจากหนังสือจำพวกฮาวทูกู้โลกของฝาหรั่งมังค่าเล่มหนึ่งบอกว่า วัวหนึ่งล้านตัวปล่อยก๊าซมีเทนออกมา 220 ตันต่อวัน

เมื่อฝาหรั่งบอกมาอย่างนี้ คนไทยก็มีนิสัยเอามาบอกต่อ โดยที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องโลกสมดุลหรือการเมืองเรื่องโลกร้อนเลย

เพราะหากมองในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยก็ถูกประนามจากหลายประเทศตะวันตกว่า การปลูกข้าวนาน้ำขังก็ปล่อยมีเทนสูง ซึ่งที่เขาว่ามานั้นมันไม่ผิด เนื่องจากการปล่อยก๊าซมีเทนจากภาคเกษตร เกินกึ่งหนึ่งของประเทศไทยมาจากนาข้าว

ประเด็นเลยไม่ได้อยู่ที่ว่า เรามาเลิกกินเนื้อวัว เลิกกินข้าวกันเถอะ

ประเด็นอยู่ที่ว่าภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าภาคเกษตรมาก ซึ่งภาคเกษตรเป็นภาคที่เกี่ยวกับปากท้อง การกินการอยู่

ประเด็นอยู่ว่า แล้วเราจะกินอาหารอย่างไรให้สมดุล และไม่กินทิ้งกินขว้าง กินอย่างมีสติ กินแล้วร่างกายแข็งแรง

ส่วนกินอย่างไรให้สมดุลนั้น...ความสมดุลของแต่ละคนนั้นต่างกัน ตำราโภชนาการที่ไม่ได้ร่วมกู้โลกกับเขาด้วยบอกว่า ช่วงใดที่กินอร่อย นอนหลับ ถ่ายสะดวก ภาวะนั้นแหละที่เรียกว่ากินแล้วสมดุล

โลกของอัณฑะ

posted on 06 Jan 2009 01:54 by cinemaniarama

ลานท่าช้างเพลาพลบค่ำ ผู้คนเริ่มบางตา ผมนั่งกินข้าวกับเพื่อนเก่าที่เคยทำงานด้วยกัน แน่นอนว่าผมอดไม่ได้ที่จะปรับทุกข์เรื่องงาน เรานั่งกันอยู่นาน ผมบ่นไม่หยุด เวลาล่วงไปเป็นชั่วโมง จนเริ่มสัมผัสความอ่อนหวานของลมหนาว จึงเปลี่ยนเรื่องคุยเรื่อยเจื่อยเป็นเรื่องราวสนุกๆ สมัยวัยรุ่น

 

เพื่อนมันเล่าว่าสมัยที่เรียนมัธยมในชั่วโมงวิชาชีวะ ตอนที่เรียนเรื่องการสืบพันธุ์ อาจารย์จะให้นักเรียนชายไปสำเร็จความใคร่ (ศัพท์หรู) ในห้องน้ำ หรือเรียกอีกแบบ คือไปทำร้ายน้องชาย (อันนี้ดูนิสัยไม่ดี) แล้วเอากล้องจุลทรรศน์มาส่องดูกัน

 

"เหรอ เหรอ" ผมทำน้ำเสียงตื่นเต้นเพื่อรอฟังเรื่องต่อ

"อาราย โรงเรียนเอ็งไม่มีเหรอ" เพื่อนถามด้วยความสงสัย

"ไม่มี" ผมส่ายหน้า แต่น้ำเสียงยังคงแสดงความตื่นเต้น

"นี่ขนาดเอ็งเรียนโรงเรียนชายล้วนไม่ใช่เหรอ ไม่มีจริงเหรอ" เพื่อนพยายามไล่เรียง

"ไม่มีจริงๆ" ผมยืนยัน "แต่ก็เคยได้ยินเหมือนกันว่าบางโรงเรียนเขาทำกัน"

เพื่อนผมเลยยืดอก และเล่าต่อว่า เวลาที่ส่องกล้องดูกัน พวกนักเรียนหญิงก็จะส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด

"อุ๊ย มันกระดุ๊กกระดิ๊กได้ด้วย" เพื่อนผมทำเสียงสูงล้อเลียน

 

แต่เพียงชั่วประเดี๋ยว ก็เปลี่ยนน้ำเสียงฟังดูเคร่งขรึม "มันน่าอัศจรรย์มากเลยนะ เฮ้ย มันมีชีวิตเล็กๆ อยู่เต็มไปหมดในตัวเรา ทำให้อดนึกไม่ได้ว่า อันที่จริงคนเราก็เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในจักรวาล พ้นไปจากกาแล็กซี่นี้ ก็อาจมีชีวิตเล็กๆ อย่างนี้อีกมากมาย มันเหมือนซ้อนทับกันอยู่เป็นชั้นๆ"

 

"จริงด้วย...แล้วโลกใบนี้ก็อาจเป็นเพียงอัณฑะของใครคนใดคนหนึ่ง" ผมคล้อยตามด้วยความตื่นเต้นระคนเห็นด้วย

 

ช่วงนี้ต้องเก็บข้าวของเพื่ออพยพ ค้นเจอไดอารี่เก่าๆ เรื่องนี้เปิดอ่านแล้วสะท้านอารมณ์ดี เลยเอามาแปะไว้ที่นี่ด้วยดีกว่า

.

.

.

หากเปรียบความรักเป็นหนังสือ แล้วบทสุดท้ายของหนังสือคืออะไร?

.

เคยมีใครบางคนเปรียบผมเป็นหนังสือ

.

เมื่อวานเพื่อนสนิทผมนัดกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง หลังจากกินพออยู่ท้องเพราะราคาอาหารไม่ถูก เราก็ไปเดินเล่นกันต่อที่สีลม ขณะที่ผมกับเพื่อนกำลังเดินอย่างระแวดระวังเพราะกลัวถูกบอมบ์จากนกนางแอ่นบ้าน มันน่าที่จะเป็นแค่ชั่ววินาทีที่สายตาผมเหลือบเห็นใครบางคน เขามากับผู้หญิงคนหนึ่ง ดูทั้งคู่ไม่ได้ใกล้ชิดกันมาก แต่ก็ไม่ห่างเหิน ผมหลบตาลงต่ำ เขาคนนั้นทอดสายตาผ่านผมไปไกลเหมือนไม่เห็นผม

.

ครั้งแรกที่เราเห็นกัน ก็เกือบสองปีได้แล้ว โดยบุคลิกและรูปร่างหน้าตา เขาคือผู้ชายในสเปค แต่เมื่อเราได้คุยกัน เขาบอกกับผมว่า คนเป็นแฟนกันก็เหมือนกับการอ่านหนังสือ แล้วเซ็กซ์ก็คือบทสุดท้าย เมื่อมีเซ็กซ์กันแล้ว มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

ให้ตายเหอะ! ผมเถียง เถียง แล้วก็เถียง ผมเชื่อว่าความผูกพันจะทำให้คนสองคนอยู่ด้วยกัน ไม่ทิ้งกันมากกว่า

หลังจากจบประเด็นนี้ ก็เหมือนเราไม่น่าจะคุยกันได้อีก แม้ผมไม่ชอบทัศนะแบบนี้เลยก็ตาม แต่เรายังคงคุยกันต่อไป ใกล้ชิดกันมากขึ้น และมีอะไรกัน โดยที่ผมเตรียมใจไว้ก่อนแล้วว่า มันคงเป็นเพียงบทสุดท้ายของหนังสือ

ทว่าวันนั้นเขาบอกกับผมว่า "ขอคบได้ไหม"

ผมตอบ "อ้าว อ่านจบเล่มไปแล้วไม่ใช่เหรอ"

เขาบอก "ผมอ่านแค่บทสุดท้าย ผมอยากรู้ว่าที่เหลือของหนังสือเป็นอย่างไร แล้วบางคนก็มีรสนิยมอ่านหนังสือจากท้ายเรื่องก่อน"

ผมยังไม่วางใจกับความสัมพันธ์ เพราะเวลาที่เขาถามเรื่องราวเกี่ยวกับตัวผม ผมก็แต่งนิยายหลอกเขาไปเรื่อย จนเขาตะเพิดผมว่า "อยากไปไหนก็ไป ผมไม่อยากถูกปั่นหัวอีกต่อไปแล้ว"

ผมรู้ว่าเขาพูดทีเล่นทีจริง แต่ผมก็ลุกเดินจะไปจริงๆ หากเขาไม่รั้งข้อมือผมไว้

"อยู่กับผมเถอะ" เขาออดอ้อน

คำพูดนี้เองที่ทำให้ผมปักใจกับเขาในเวลาต่อมา

.

เราคบกันในระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่เขาจะต้องเดินทางไปทำงานที่อเมริกาประมาณ 4 เดือน ช่วงเวลานั้นโลกสดใสไม่แตกต่างจากความสัมพันธ์ของคนรักกันโดยทั่วไป ที่นึกคิดอย่างไรก็ไม่น่าจะมีอุปสรรคมาขวางกั้นได้ เพราะในเมื่อผมใส่ใจเขา ปลื้มเขา เขาใส่ใจผม แต่จะปลื้มผมบ้างหรือเปล่า ไม่รู้

เราคุยโทรศัพท์กันวันละหลายรอบ แม้แต่ละครั้งจะคุยกันไม่นานก็ตาม บางวันเขาโทรหาผมสามครั้งติดๆ กันในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เราไปดูหนังฝรั่งเศสด้วยกัน ทั้งที่ปกติผมชอบดูหนังคนเดียว

ในคืนหนึ่งที่เขากำลังจะสอบ final ระดับปอโท

ผมถาม "อ่านหนังสือจบยัง"

เขาตอบ "ไม่มีทางจบ คงต้องอาศัยโชคช่วยว่าจะฝันเห็นข้อสอบไหม"

คืนถัดมา ผมกะปล่อยมุขเต็มที่

ผม "เมื่อคืนผมพยายามจะฝันถึงข้อสอบให้แล้วล่ะ แต่ไม่สำเร็จ ฝันเห็นอย่างอื่นแทน"

เขา "ฝันถึงผมเหรอ"

แหม...ไอ้หมอนี่ทำทีรู้ทัน ไม่เป็นไร ผมยิงมุขสดได้

ผม "เปล่า ผมฝันร้าย ผมฝันว่ามีคนมาขโมย Music Box ในห้องนอนของผมไป"

เขาหัวเราะ "โบราณว่าฝันร้ายจะกลายเป็นดี"

ก่อนนอนคืนนั้น เขาโทรมาหาผม แล้วบอกว่า "วันนี้ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ผมกะอ่านวันละหน้า แล้ววันนี้ผมก็พบว่ามันเป็นหนังสือที่น่ารักมาก"

ผมไม่รู้ว่าเขาจะอมยิ้มก่อนนอนเหมือนผมหรือเปล่า

.

วันที่เขาเดินทางไปอเมริกา ผมไม่สามารถไปส่งเขาได้ เพราะติดงานอยู่ต่างจังหวัด วันที่ผมกลับถึงกรุงเทพ คือวันที่เขาต้องเดินทางแต่เช้ามืด ทันทีที่ผมกลับถึงกรุงเทพ ก็รีบเช็คเมล์ทันที พบว่าเขาแต่งกลอนให้ผมก่อนไป เป็นกลอนของกวีมือใหม่หัดแต่ง อ่านแล้วขำ แต่ก็ซึ้งใจดี และเขาทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า "ระหว่างที่ผมไม่อยู่ ให้ดูหนังแก้เหงาไปก่อนนะ"

.

หลังจากสองอาทิตย์ผ่านไป เขาไม่ได้ตอบเมล์บ่อยครั้งดังเดิม และในที่สุดเขาก็ไม่ติดต่อผมเลย ผมเองได้แต่คิดว่าเขาคงยุ่งกับงาน ผมรู้ว่าเขาชอบอ่านหนังสือ ผมจึงส่งหนังสือไปให้เขาอ่าน ส่งโปสการ์ดเพื่อบอกว่าคิดถึง

.

ผมคอย

.

สี่เดือนผ่านไป วันหนึ่งเขาโทรมาหาผม เขาบอกผมว่า "เราเป็นแค่เพื่อนกันเถอะ"

ผมถามว่า "ทำไม"

เขาตอบว่า "ความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ยั่งยืนหรอก ผมคิดว่าในอนาคตผมอยากแต่งงาน"

ผมพูดไม่ออก ได้แต่ร้องไห้ วันนั้นเหลือผมนั่งทำงานอยู่คนเดียวในออฟฟิศ ผมซบหน้าลงกับโต๊ะ ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้ เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง จึงหยุดร้องไห้ แล้วก็เริ่มต้นร้องไห้ใหม่ เวลาผ่านไปเป็นวัน แล้วก็หยุดร้องไห้ แล้วก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้มันอีกครั้ง จนเวลาผ่านไปเป็นเดือน

.

ช่วงที่เขาบอกเลิกกับผม เพลงขอเป็นตัวเลือกของกะลากำลังดัง ฟังทีไรก็เหงาใจได้ทุกที

ผมเคยเล่าประสบการณ์นี้ให้เพื่อนสนิทผมฟัง

เพื่อนมันตบไหล่ผม แล้วบอกว่า

"ขึ้นอยู่กับว่าแกกำลังอ่านหนังสือแนวไหน ถ้าแกอ่านพวกหนังสือโรมานซ์ ตอนสุดท้ายก็ลงเอยด้วยเรื่องเซ็กซ์ แต่ถ้าแกอ่านนิยายอีโรติก ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยเซ็กซ์ แต่ตอนสุดท้ายมักหักมุม"