20 เมษาฯ
ไฮไลต์ของอันซุ่น น่าจะอยู่ที่เจดีย์เก่าสมัยราชวงศ์หมิงชื่อซีซิ่วซานถ่า ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาลูกเล็กๆ กลางเมือง กับตลาดอาหารตอนกลางคืนคลาคล่ำไปด้วยของกินสารพัดและคนท้องถิ่น
 
อันนี้ไม่ใช่เจดีย์ซีซิ่วซานถ่า แต่เป็นสถาปัตยกรรมด้านล่างตรงทางขึ้นเนิน
 
แสงยามเย็นลูบไล้ผิวผนังแล้วดูอบอุ่น
 
นี่แหละ เจดีย์เก่าสมัยราชวงศ์หมิง สังเกตว่าวัยรุ่นที่นั่นก็มือบอนไม่แพ้เด็กไทย
 
จุดพรอดรัก
 
เพื่อน กูรักมึงว่ะ
 
มองเมืองจากเนินเขากลางเมือง
 
มองมุมสวนขึ้นไปบ้างจากตีนเนิน
 
ถนนสายอาหารยามค่ำ คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
 
คล้ายๆ เมี่ยงคำ ไม่ได้กิน
 
ที่กินคืออันนี้ เป็นมื้อค่ำ มันคือสุกี้หรือชาบู ประมาณนั้น เขาคิดราคาเป็นไม้ครับ หยิบใส่ตะกร้า แล้วเอาลงหม้อต้ม เวลาคิดเงินก็จะมานับไม้เอา
 
ไปดูอาหารอย่างอื่นบ้าง (ถ่ายมาไม่ค่อยชัด)
ท่าทางจะแซ่บ
 
คล้ายๆ หมูสะเต็ะ แต่ไม่รู้เนื้ออะไร ไม่ได้กิน
วุ้นสารพัดหน้าครับ
 
พออิ่มท้อง ก็เดินกลับที่พัก เข้านอน ราตรีสวัสดิ์

เดินเที่ยวอันซุ่น (จีน)

posted on 22 Aug 2011 22:32 by cinemaniarama
20 เมษาฯ
 
หลังจากผ่านเหตุการณ์ลุ้นจนตัวโก่งที่สถานีรถไฟ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ความหิวโซก็มาเยือน แต่ภารกิจที่สำคัญไม่แพ้การกิน คือหาที่พัก เราหาที่พักกันใกล้สถานีรถไฟนั่นแหละ เพื่อที่วันรุ่งขึ้นจะได้วิ่งคว้ากระเป๋าขึ้นรถไฟได้ทัน
 
ที่พักที่เมืองนี้ราคาไม่แพงอย่างที่กวางโจว ส่วนบรรยากาศและความสะอาดนั้นกินขาด จะด้อยเล็กน้อยก็แค่ห้องน้ำเล็กไปหน่อย เล็กขนาดเวลาอาบน้ำสามารถเคลื่อนไหวด้วยการหมุนรอบตัวได้เท่านั้น
 
เมื่อได้ที่พัก ได้อาบน้ำ สดชื่น ลำดับถัดไปคือหาอาหารมื้อแรกในเวลาบ่ายๆ รับประทาน หลังจากนั้นก็เดินเล่นชมเมือง
 
อันซุ่นเป็นเมืองเล็กๆ ที่สังเกต ย่านใจกลางเมืองจะมีเพียงสี่แยก 2 สี่แยกเท่านั้น ความน่าสนใจของตัวเมืองนี้ คือที่สี่แยกหนึ่งจะมีเนินเขาเล็กๆ ข้างบนจะมีเจดีย์เก่าแก่ยุคราชวงศ์หมิง ชื่อ ซีซิ่วซานถ่า ซึ่งนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองแล้ว ยังเป็นมุมที่วัยรุ่นจีนจะไปพรอดรักกัน นอกจากนี้มีความน่าตื่นตาตื่นใจและตื่นลิ้น นั่นคือในเวลากลางคืน จะมีถนนสายหนึ่งเป็นถนนสายอาหาร ยอมรับว่าประทับใจมาก เพราะมีของกินแบบคนท้องถิ่นที่นั่นเพียบ เลือกชิมเลือกกินกันไม่หมด
 
ไม่เคยพบเคยเห็นสี่แยกที่ดูปลอดโปร่งอย่างนี้ แทบจะไปจับจองที่ตีแบตได้เลย
 
สัปปรดข้างทาง เมืองนี้เป็นเมืองที่ดูบ้านๆ ไม่เห็นนักท่องเที่ยวฝรั่งเลย
 
อาหารมื้อแรกของวันที่ได้กินตอนบ่ายแก่ๆ ก๋วยเตี๋ยวชามนี้เป็นเนื้อแพะ
 
เครื่องปรุงชนิดนี้ทำให้ลิ้นชา เคยอ่านรีวิวของหลายคนที่ไปเที่ยวจีนแถบทางใต้ กินก๋วยเตี๋ยวแล้วบ่นว่าใส่ผงชูรสเยอะ ทำให้ลิ้นชา คิดว่าอาจเป็นความเข้าใจผิด น่าจะเป็นเพราะใส่พวกนี้มากกว่า
 
วางแผงขายกันเห็นๆ ตอนถ่ายรูปน่ะ คนขายเห็น โดนตะโกนด่าไล่หลัง น่ากลัวมากว่าอาจจะกลายเป็นชิ้นส่วนที่อยู่บนแผงโดยไม่รู้ตัว
 
ถึงเป็นเมืองเล็กๆ แต่มีอุโมงค์ข้ามแยก ไม่ใช่สะพานลอยระเกะระกะขัดทัศนียภาพแบบบ้านเรา
 
 
ขายชาจีน ยังใช้วิธีการชั่งแบบโบราณอยู่เลย
 
 
ตกเย็น สภาพของเมืองก็วุ่นวายเป็นธรรมดา แต่รถไม่ติดครับ
 
เล่นไพ่กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
 
ชมบรรยากาศทั่วไปของเมืองอันซุ่นแล้ว หนหน้าจะเอารูปของเจดีย์ซีซิ่วซานถ่า ซึ่งเป็นโบราณสถานที่สำคัญกลางเมืองมาให้ดู และถนนสายอาหารตอนกลางคืนมาให้ดู
20 เมษาฯ เมื่อทุกอย่างหยุดชะงัก

บรรยากาศภายในสถานีรถไฟอันซุ่นดูธรรมดา ไม่ได้ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมชนิดใดโดยเฉพาะ
 
ภายใน มีช่องขายตั๋วเปิดให้บริการอยู่ 3 ช่อง แต่ละช่องมีคนจีนต่อแถวยาวจนเกือบสุดทางกั้นของแต่ละช่อง
 
เพื่อนผมในฐานะที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี และภาษาจีนได้นิดหน่อย จึงมีหน้าที่เข้าเจรจาเรื่องตั๋วรถไฟ
 
เพื่อนผมบอกกลเม็ดเล็กๆ ว่า เวลาจะขอความช่วยเหลือ ถ้าเป็นผู้หญิงก็ให้ไปขอความช่วยเหลือจากชายหนุ่ม แต่ถ้าเป็นผู้ชายก็ให้ไปขอความช่วยเหลือจากผู้หญิงที่แก่กว่า ดังนั้นเพื่อนผมจึงเลือกต่อแถวกลางที่มีเจ้าหน้าที่ขายตั๋วเป็นผู้ชายท่าทางใจดี
 
เมื่อถึงคิวของเรา ผมไม่รู้รายละเอียดของการเจรจาหรอกครับ แต่ก็สารภาพไปตามตรงประมาณว่า เราอยากจะขอเปลี่ยนตั๋วเป็นของวันพรุ่งนี้ เนื่องจากรถบัสที่เราเดินทางมาจากกวางโจวมัน late มาก ทำให้เรามาถึงที่นี่ช้า และยังไม่ได้ท่องเที่ยวที่เมืองนี้
 
ด้วยความที่เราขอเปลี่ยนตั๋วล่วงหน้า 3 ชั่วโมง ผู้ชายคนนั้นจึงลังเล ถามไถ่อะไรนิดหน่อยแล้วก็หันไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ คุยอะไรกันไม่รู้อยู่สักพัก ก็ดูเหมือนไม่ได้ข้อสรุป ทีนี้ก็หันไปอีกข้างปรึกษาผู้หญิงอีกคนที่แก่กว่า มีการโล้งเล้งคุยกันตามประสาคนจีนกันสามคน ถกเถียงกันอย่างเข้มข้น ...นั่นหมายถึง ณ เวลานี้ไม่มีการขายตั๋ว
 
ขอให้นึกภาพประเทศที่มีประชากรมากติดอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อการขายตั๋วหยุดชะงัก คิวก็ยาวขึ้นเรื่อยๆ ...เรื่อยๆ คนที่ต่อแถวก็เริ่มหงุดหงิด บางคนก็แสดงอาการกระฟัดกระเฟียด ขณะที่เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนก็ดูเหมือนจะยังเถียงกันไม่จบ จนกระทั่งมีการตามเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องมาถกเถียงกันต่อ เรื่องดูจะไม่ลงเอยง่ายๆ
 
ในฐานะที่เป็นคนไทย ผมเลยพูดภาษาไทยกับเพื่อนว่า "ท่าทางเค้าจะไม่เคยเจอสถานการณ์อะไรแบบนี้มาก่อน"
 
"นั่นสิ สงสัยที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ เค้าเลยไม่เคยเจอนักท่องเที่ยวมาขอเปลี่ยนตั๋วเหรอ" เพื่อนผมตอบแบบไม่เชิงขอความเห็น
 
คิวที่เริ่มยาวไปเกือบถึงหน้าทางเข้าอาคาร ทำเอาเราสองคนรู้สึกตัวเล็กลง เพราะหลายคนที่ต่อคิวไม่ว่าแถวไหนก็แสดงอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด และแล้ว...
 
และแล้วก็เกิดเสียงดังโวยวายตรงหน้าอาคารสถานี ฉิบหายแล้วตู เรารีบหันไปดูทันที แต่พระเจ้าช่วย...พระเจ้าช่วยจริงๆ ไม่ใช่การอุทานของเราสองคน เพราะเสียงโวยวายนั้นเป็นการทะเลาะกันระหว่างผู้ชายคนหนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วก็ดูรุนแรงส่อเค้าว่าอาจมีการลงไม้ลงมือกัน ทุกคนที่อยู่ในคิวต่างหันไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
 
เพื่อนผมหันมากระซิบเบาๆ ว่า "ทะเลาะกันนานๆ เลย จะได้เบี่ยงเบนความสนใจไปจากเราสองคน"
 
ผมชักยิ้มเล็กน้อย ในใจน่ะขำมาก แต่ไม่กล้าแสดงออก และอย่างน้อยความรู้สึกผิดและเกรงใจในชามที่กำลังจะล้นปรี่ ก็เหมือนกับมีคนเอาชามใบที่ใหญ่กว่ามาเปลี่ยนให้ ช่วยให้สามารถเติมความรู้สึกผิดและเกรงใจเพิ่มลงไปได้อีก
 
แต่สักแป๊บ ก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาหย่าศึกระหว่างชายหญิงคู่นั้น ทุกคนในคิวจึงหันกลับมาใส่ใจเรื่องของเราสองคน ในขณะที่การปรึกษาหารือของบรรดาเจ้าหน้าที่หลังช่องขายตั๋วยังคงไม่จบสิ้น แม้จะมีเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งหันกลับมาเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตนอีกครั้งแล้วก็ตาม แต่ความที่คิวยาวสะสม หลายคนก็กลับมาแสดงอาการหงุดหงิด และบางคนก็ดูจะหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม มีผู้ชายคนหนึ่งเอากำปั้นทุบกับราวโลหะที่กั้นแบ่งคิว เล่นเอาเราสองคนตัวเกร็ง
 
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ฝนตกก็ย่อมมีหยุดตก ฉลากก็ย่อมมีวันแบ่ง สุดท้ายเรื่องเปลี่ยนตั๋วของเราก็ได้ข้อสรุป ทางการจีนยอมเปลี่ยนตั๋วให้เราโดยไม่คิดค่าเสียหาย หรือค่าเสียโอกาสที่อาจจะขายตั๋วสองใบนี้ไม่ได้ หรือแม้แต่ค่าเสียโอกาสที่อาจมีชาวจีนบางคนตกรถไฟไปแล้วเพราะต่อคิวซื้อตั๋วที่นานเกินไป
 
เราสองคนรีบเดินออกจากสถานีรถไฟโดยไม่ได้พูดจากัน และไม่กล้าเหลียวมองบรรยากาศรอบข้าง
 
พอออกมานอกสถานีรถไฟอันซุ่นแล้ว ผมแหงนหน้าเล็กน้อย ถอนลมหายใจออกจากปอดอย่างเต็มทีหนึ่งครั้ง ...เฮ้ออออออ
 
อากาศนอกสถานีรถไฟอันซุ่นนี่ปลอดโปร่งจริงๆ
 
 

กว่าจะถึงอันซุ่น (จีน)

posted on 10 Jun 2011 13:34 by cinemaniarama
20 เมษาฯ กว่าจะถึงอันซุ่น
 
เราตื่นมาเมื่อฟ้าสางแล้ว เห็นป้ายชี้บอกทางบนไฮเวย์ว่าทางนั้นไปกุ้ยหยาง ทางนี้ไปคุนหมิง ก็ใจชื้นว่าเราเดินทางมาไกลแล้ว
.
แต่ถ้าตรวจเวลาตามกำหนดการแล้ว จากเดิมที่เราได้รับแจ้งข้อมูลว่ารถจะใช้ระยะเวลาวิ่ง 11 ชั่วโมง ซึ่งหากรถออกจากสถานีบ่ายโมงครึ่ง ก็น่าจะถึงจุดหมายราวๆ ตีหนึ่ง แต่ในเมื่อรถวิ่งวนเวียนอยู่ในกวางโจว 2 ชั่วโมงกว่า รถก็น่าจะถึงราวตีสามเศษๆ ซึ่งก็เป็นเวลาที่ไม่มีนักท่องเที่ยวคนใดอยากให้ไปถึงตอนนั้น เราจึงภาวนาอยากให้รถไปถึงช้าอีกสักหน่อย จะได้ไปถึงอันซุ่นเช้า พร้อมเที่ยวทันที
.
ดูท่าคำภาวนาเราจะสมปรารถนา เพราะเจ็ดโมงกว่าแล้วรถกำลังฮ่อเต็มที่อยู่บนไฮเวย์ ซึ่งหากจะไปอันซุ่น รถจะต้องผ่านเมืองกุ้ยหยางก่อน แล้วเราก็เห็นป้ายบอกทางไปกุ้ยหยางแล้ว
.
เรานอนชมวิวสองข้างทางอย่างสบายอารมณ์ เพราะยังเช้าอยู่
.
พูดถึงชื่อกุ้ยหยาง หลายคนอาจไม่คุ้นเท่าชื่อกุ้ยหลิน เพราะคนนิยมมาล่องเรือชมทิวเขายึกยือ ที่ขอบเขามันมีลักษณะยึกยือก็เพราะมันเป็นภูเขาหินปูนนั่นเอง ส่วนกุ้ยหยางเป็นเมืองเอกของมณฑลกุ้ยโจวที่ใครจะไปกุ้ยหลิน ก็มักมาเริ่มต้นที่เมืองนี้ แต่สำหรับทริปของเรา เป็นพวก Fast Trip ไม่ใช่ Slow Trip จึงไม่มีโปรแกรมเฉไฉไปกุ้ยหลิน แต่จะดิ่งตรงไปอันซุ่น แล้วหลังจากนั้นก็จะขึ้นรถไฟต่อไปเฉินตูเลย
.
แรกๆ เราก็นอนทอดหุ่ยอย่างไม่อนาทรร้อนใจ แต่แปดโมงกว่าก็แล้ว เก้าโมงกว่าก็แล้ว สิบโมงกว่าก็แล้ว รถยังคงวิ่งอยู่บนไฮเวย์ พร้อมกับมีป้ายชี้ทางว่ากุ้ยหยางไปทางนั้น ไปทางนั้น... ที่นอนนุ่มเริ่มแข็ง จนหลังเราเริ่มไม่ติดเบาะ ผมรู้สึกว่าการนอนหนนี้เป็นการนอนที่ยาวนานเกินไปสำหรับคนขี้เกียจอย่างผม ดีกรีความว้าวุ่นใจทะยานสูงขึ้น เพราะเราถือตั๋วรถไฟเที่ยวห้าโมงครึ่งจากอันซุ่นไปเฉินตูของเย็นวันนี้
.
เราไม่อยากเดินทางไปถึงอันซุ่นเพื่อต่อรถไฟไปเฉินตูเลย เนื่องจากความตั้งใจที่มาแวะอันซุ่นนั้น ก็เพื่อมาเที่ยวน้ำตกที่ขึ้นทำเนียบว่าใหญ่ที่สุดในประเทศจีน
.
สงสัยคำภาวนาของเราจะแรงเกินคาด กว่าจะมาถึงกุ้ยหยางก็เที่ยงกว่า ทุกคนบนรถลงกันที่นี่ เหลือเราเพียง 2 คนอีกแล้ว แล้วก็เป็นจริงตามคาด เราถูกคนขับไล่ลงที่นี่ ก็เหมือนเดิม เรายื่นตั๋วให้เขาดูพร้อมกับพูดคำเดิมว่า อันซุ่น
.
คนขับพูดอะไรกลับมาก็ไม่รู้ หลังจากนั้นก็พาเราไปหาผู้ชายอีกคนหนึ่ง ทั้งคู่พูดคุยอะไรกันนิดหน่อย แล้วคนขับรถก็ควักเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้ชายคนนั้นไป ชายคนนั้นบอกให้เราคอย "อูย ตูจะถูกต้มไหมว่ะ" ผมนึกในใจ ชายคนนั้นหายไปสักพัก ก็หนีบชายอีกคนหนึ่งมาด้วย เป็นคนเดินทางเหมือนกันเพราะหอบกระเป๋าสัมภาระมาด้วย แล้วผู้ชายคนที่บอกให้เราคอยก็เดินนำคณะข้ามถนน ลอดอุโมงค์ โผล่มาที่ถนนอีกเส้น เขาก็ทำท่าบอกให้เราคอยอีก
.
ผมหันไปถามเพื่อนที่มาด้วยว่าเราจะไปเที่ยวน้ำตกหวงกัวซู่กันต่อไหม เพราะนี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว
.
"ไป เหลือเวลาอีกตั้ง 5 ชั่วโมงเลยนะ" เพื่อนผมหันมาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก็ในเมื่อตั้งใจมาแล้ว ก็ต้องตั้งใจไปให้ถึง
.
แต่สำหรับผม 5 ชั่วโมงเองนะ นี่เราก็ยังไปไม่ถึงอันซุ่น แล้วจากอันซุ่นต้องเดินทางต่อไปน้ำตกอีกชั่วโมงกว่า กลับอีกชั่วโมงกว่า ไฉนเลยจะทันการณ์
.
เรายืนคอยกันอยู่ริมถนนแป๊บเดียว ก็มีรถเมล์วิ่งผ่านมา ชายคนนำทางโบก ต้อนเราสามคนขึ้นรถ แล้วก็ควักเงินจำนวนหนึ่งยื่นให้กับเด็กรถ แล้วก็หันหลังจากไป
.
เราถึงบางอ้อว่าไม่ได้ถูกต้ม แต่เป็นการส่งต่อไม้ แม้จะดูเอาเปรียบผู้บริโภคไปสักหน่อย เพราะเราซื้อตั๋วรถนอนจากกวางโจวไปอันซุ่น ไม่ใช่ต้องมาต่อรถเมล์อย่างนี้ แต่ถามว่าเราเคืองแค้นไหม ผมกับเพื่อนต่างก็เฉยๆ ตอนนี้เราลุ้นเพียงว่าอยากไปให้ถึงอันซุ่นโดยเร็วที่สุด
.
วิวสองข้างทางจากกุ้ยหยางไปอันซุ่น ร่มรื่น อากาศดีเชียวครับ เปิดหน้าต่างขึ้นเล็กน้อยพอให้ลมโกรก ดับความกังวลใจได้ดีทีเดียว
.
เราถึงอันซุ่นตอนบ่ายสองกว่า ความตั้งใจของเพื่อนผมที่จะไปน้ำตกหวังกัวซู่เป็นอันล้มเลิก
.
เรากางแผนที่เพื่อหาทางไปสถานีรถไฟ กะว่าจะไปหาอะไรกินกันแถวนั้น แล้วจับรถไฟต่อไปเฉินตูในตอนเย็น
นั่นเป็นแผนการณ์ของเพื่อนผมหลังจากความตั้งใจของเขาล้มเหลว
.
ส่วนแผนการณ์ของผมนั้น มันเริ่มต้นตอนที่เรากำลังเดินไปที่สถานีรถไฟ
.
"พี่...ผมว่านะ ไหนๆ ก็มาถึง เสียดายแย่เลยถ้าไม่ได้เที่ยว เราทิ้งตั๋ววันนี้ดีไหม แล้วค่อยขึ้นรถไฟไปพรุ่งนี้" ผมเสนอ
.
"ตั้ง 130 หยวนเลยนะ แล้วเราก็เสียเวลาที่กวางโจวมาแล้ววันหนึ่ง ถ้าเสียเวลาที่นี่อีก เธอจะไปถึงจิ่วไจ้โกวเหรอ...จิ่วไจ้โกวที่เธออยากมาตั้งแต่แรกไม่ใช่เหรอ" พี่เขาแย้ง
.
"ไม่เป็นไร เพราะถ้ามาถึงอันซุ่นแล้ว ไม่ได้เที่ยวอันซุ่นนั้นเสียดายกว่า ส่วนจิ่วไจ้โกวมันยังไปไม่ถึง แล้วถ้าไปไม่ถึง ยังไงก็คงเสียดายน้อยกว่า" ผมตอบกลับไปอย่างเป็นหลักเป็นการ
.
เพื่อนผมดูจะเสียดายตังค์ 130 หยวนเป็นอย่างมาก
.
"จริงๆ เราลองคืนตั๋วไหม เพราะนี่มันก็ก่อนเวลาตั้งสามชั่วโมง น่าจะ refund เงินคืนมาได้ส่วนหนึ่ง" ผมเสนออีก
.
ทีนี้เพื่อนผมเริ่มคล้อยตามแระ
.
สุดท้าย เราตัดสินใจค้างที่อันซุ่น 1 คืน และยอมเดินทางล่าช้ากว่าโปรแกรมเพิ่มอีก 1 วัน รวมเป็น 2 วัน
.
ปิดท้ายด้วยการเอาภาพบรรยากาศโดยรวมของเมืองอันซุ่นมาให้ดูกันก่อน

โรงเตี๊ยมเนื้อคน (จีน)

posted on 09 Jun 2011 23:59 by cinemaniarama
คืน 19 เมษาฯ โรงเตี๊ยมเนื้อคน
 
การเดินทางด้วยรถนอนในประเทศจีน คงไม่มีอะไรทำที่ดีไปกว่านอน เพราะจะให้คุยกัน ก็คงไม่ใช่อิริยาบถที่สะดวกนัก
 
หลังจากรถแล่นฉิวพ้นตัวเมืองกวางโจวไปไกล ไม่ทันที่พระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า เราก็เข้านอนกันอีกรอบ
 
นอนกันยาวแบบออมแรงเต็มที่ ตื่นขึ้นมาอีกที ก็ดึกแล้ว รอบข้างมืดสนิท มีเพียงไฟส่องทาง นานๆ ทีจะมีบ้านเรือนหรือชุมชนเล็กๆ วิ่งสวนทางให้เห็น จนราวๆ สามทุ่มกว่า รถก็แวะร้านอาหารให้ เป็นร้านอาหารที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ข้างทาง ละแวกนี้ที่ผ่านทางมาก็แทบไม่มีบ้านเรือนตั้งอยู่ ดูเหมือนเรากำลังโกเดอะเวสต์ในดินแดนทะเลทรายแล้วเจอโรงเตี๊ยมตั้งอยู่เป็นจุดแวะของผู้เดินทางไกลก็ไม่ปาน หากแต่รอบข้างไม่ใช่ทะเลทรายและไม่ได้แห้งแล้งขนาดนั้น
 
ส่วนบรรยากาศของโรงเตี๊ยม เอ๊ย ร้านอาหาร ก็ดูอึมครึม เหมือนกำลังไฟส่องสว่างมีไม่เพียงพอ สภาพซอมซ่อ พื้นร้านเปียกแฉะอีกแล้ว เราคิดว่านี่จะเป็นจุดแวะเดียวของคืนนี้ นั่นหมายถึงพ้นจากเพลานี้แล้ว ก็จะไม่มีมื้อค่ำให้ได้รับประทานอีก
 
เรากะหาอะไรเติมลงท้องสักหน่อย เมื่อเราเดินเข้าไปในร้าน ไม่ได้มีนักเลงยุทธภพกำลังสรวลเสร่ำสุรา มีเพียงคนจีนแย่งกันสั่งอาหาร แล้วยกถาดอาหารมานั่งก้มหน้ากินอย่างเงียบๆ เราชะโงกหน้าเข้าไปดูที่แผงอาหารที่มีถาดอาหารเรียงกันเป็นตับ แต่ภายในถาด อาหารล้วนดูเย็นชืด ไม่น่ารับประทานเอาเสียเลย ในที่สุดเราสองคนจึงตัดสินใจหิ้วท้องกะจะไปกินขนมที่พกมาจากประเทศไทยบนรถ
 
 
เราออกมายืนยืดเส้นยืดสายอยู่หน้าร้าน ผมหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบเพื่อรอเวลากลับขึ้นรถ พลันเพื่อนผมก็สะกิดและชี้ไปที่กองเส้นผมคล้ายวิกที่ตกอยู่หน้าร้าน
 
"น่ากลัวจัง" เพื่อนผมเปรย
 
ผมเหลือบมองแล้วหันมาแสยะยิ้มด้วยสีหน้าจริงจัง
 
"พี่...หรือที่นี่เข้าวางยานอนหลับไว้ในอาหาร เดี๋ยวอีกสักพักทุกคนในร้านก็จะสลบ แล้วโดนจับไปฆ่า ถลกหนังหัว แล่เนื้อเป็นชิ้นๆ เอามาปรุงอาหารไว้ขายให้คนที่ผ่านมาในวันพรุ่งนี้ แล้วเค้าก็จะเอาเนื้อของคนที่แวะมากินข้าวในวันพรุ่งนี้ไปขายวันถัดไป"
 
"นั่นสิ ถ้าเป็นวิกผม จะมาหล่นอยู่ตรงนี้ได้ยังไง" เพื่อนผมรับมุขเต็มๆ
 
ทีนี้เราหัวเราะกันแบบไม่ต้องเกรงใจใคร เพราะไม่ได้อยู่บนรถ
 
รถจอดอยู่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทุกคนก็ค่อยทยอยกันกลับขึ้นรถ (อย่างครบถ้วน) แล้วรถก็แล่นฉิวต่อไป ราตรีสวัสดิ์สำหรับวันที่ 19 แล้วครับ