หลังจากเยี่ยมชมวัดตระกูลเฉิน เราก็ตัดสินใจว่าจะหาที่พักกันใหม่ เพราะที่พักเดิมนั้นอยู่นอกเมือง ต้องนั่งรถเมล์ไป ซึ่งเราคิดว่ามันไกล ประจวบกับที่ตั้งใจว่าก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เราจะไปเที่ยวเกาะซาเมียน ก็เลยตั้งใจว่าจะไปหาที่พักที่นั่นดู
 
เกาะซาเมียน เดิมเป็นสันดอนทรายริมฝั่งแม่น้ำจูเจียง ในอดีตเป็นเขตที่จีนให้ชาติตะวันตกเช่า และมีการขุดคลองล้อมรอบ ที่นี่จึงเต็มไปด้วยตึกรามเก่าๆ แบบฝรั่ง ส่วนใหญ่ฝรั่งเศสเป็นผู้สร้าง แต่น่าเสียดายเพราะช่วงที่เราไป มีการซ่อมแซมอาคารและปรับภูมิทัศน์ อารมณ์ที่คิดว่าจะไปนั่งทำเท่จิบชากาแฟท่ามกลางตึกฝรั่งจึงเป็นอันเหลวเป๋ว
 
เราเดินเที่ยวชมตึกรามที่คลุมผ้าใบซ่อมบำรุงและหย่อนเท้าที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำจูเจียงไม่นาน พร้อมกับคว้าน้ำเหลวเรื่องที่พัก
 
 
 
หลังจากนั้นก็เดินทางกลับ โดยคิดว่าคืนนี้คงกลับไปนอนรังเดิม แต่เรื่องไม่เป็นเช่นนั้น เพราะระหว่างที่เราแวะกินข้าวบริเวณสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นจุดต่อรถเมล์กลับที่พัก เราก็บังเอิญพบปะกับอาซิ่มคนเมื่อวาน อาซิ่มก็แสดงท่าทีดีใจระคนประหลาดใจว่าทำไมเรายังเดินเตร่อยู่แถวนี้ แทนที่จะอยู่บนรถไฟที่มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก เพื่อนที่ได้ภาษาจีนก็อธิบายความว่าตั๋วเต็ม จึงต้องค้างที่นี่อีกหนึ่งคืน พร้อมกับแหย็บถามไปว่า งวดนี้มีที่พักราคา 150 หยวนหรือไม่
 
คำตอบคือ "มี"
 
เราถามต่อไปว่าไกลไหม คำตอบคือ "ไม่ไกล"
 
ด้วยเหตุนี้เราก็ดีใจกันยกใหญ่ นั่นหมายถึงวันรุ่งขึ้นเราจะได้มีเวลาเที่ยวกันก่อน ก่อนที่จะจับรถบัสต่อไป มิเช่นนั้นการเดินทางเข้าออกเมืองคงเสียเวลาไม่เหลือให้เที่ยว เราจึงขอให้อาซิ่มพาไปที่พักทันที ซึ่งแกก็ดีใจจนออกนอกหน้า เพราะเราคือลูกค้ารายแรกในคืนนี้ของแก
 
"ไม่ไกล" ตะกี้แกบอกเราไว้อย่างนั้น แต่ทันทีที่เราบอกให้แกช่วยพาไปที่พักที่ใหม่ แกก็โบกรถสามล้อทันที อ้าว ไม่ไกลแล้วทำไมต้องโบกรถ เรามองหน้ากันด้วยความหวั่นใจ นี่เรากำลังจะหนีเสือปะจระเข้หรือเปล่า รถสามล้อพาเราซอกแซกเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนเราก็จดจำเส้นทางไม่ได้ สุดท้ายมาจอดที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งดูมีสภาพเป็นอาคารสูงหลายชั้น มีลิฟท์ มองเผินๆ ก็เป็นเรื่องเป็นราวดี ถามราคา ทางโรงแรมก็ยืนยันว่า 150 หยวน และก็ยืนยันว่าอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า...เรื่องที่อยู่ไกลก็คลายไปอีกเปราะหนึ่ง แม้ตอนนี้เราจะยังไม่รู้ว่าสถานีมันอยู่หนใดก็ตาม
 
พนักงานโรงแรมพาเราขึ้นไปดูห้อง ระหว่างทางเดิน มีพนักงานกำลังถูพื้น เปียกแฉะ เมื่อเปิดเข้าไปในห้อง สภาพห้องใหญ่กว่าห้องเมื่อคืนวาน แต่โทรมกว่ากันมาก พื้นห้องก็เปียกแฉะเหมือนเพิ่งผ่านการถูมาหมาดๆ
 
เราคิดว่าขอแค่ที่นอนที่อาบน้ำ เพราะนี่ก็เริ่มดึกแล้ว และพรุ่งนี้เราก็อยากออกเที่ยวแต่เช้า เมื่อคิดแค่ว่าพอซุกหัวนอนได้ เราก็ตกลงเช่าห้องที่นี่
 
เมื่อจ่ายค่าห้องเสร็จสรรพ อาซิ่มก็ชี้ทางเดินไปสถานีรถไฟฟ้า กับอีกทางที่จะเดินไปสถานีรถไฟ เพราะปรากฏว่าอันที่จริงแล้วโรงแรมแห่งนี้อยู่ห่างจากสถานีรถไฟชนิดที่ไกลไม่มาก พอเดินไหว ซึ่งคนจีนเขาก็เดินกัน
 
เราเลือกเดินไปสถานีรถไฟ แล้วก็ต่อรถเมล์ ไปเอาสัมภาระที่โรงแรมเดิม แล้วก็ขึ้นแท็กซี่มาโรงแรมใหม่ที่สภาพจริงๆ คือมันเก่า เมื่อมาถึง เราซื้อเบียร์ 1 ขวดไปแบ่งกันซดก่อนนอน ระหว่างเดินไปห้องพัก เราก็ยังคงเห็นพนักงานถูพื้นเปียกแฉะ แล้วเมื่อเข้าไปในห้อง พื้นห้องก็ยังคงเปียกแฉะ
 
เราสองคนงัดรองเท้าแตะออกมาใส่ ตลอดที่อยู่ที่นี่ เราไม่ปล่อยให้เท้าแตะพื้นเลยแม้แต่นิดเดียว และก็แทบไม่ลงจากเตียง ยกเว้นเวลาเข้าห้องน้ำ แม้กระทั่งตื่นเช้าขึ้นมา พื้นทางเดินของโรงแรมก็ยังเปียกแฉะ...เมื่อกลับมาแล้ว เราจำไม่ได้หรอกว่าโรงแรมนี้ชื่ออะไร อยู่ถนนชื่ออะไร แถมคืนนั้นเราก็เหนื่อยจนลืมถ่ายรูปโรงแรมนี้เก็บเอาไว้ แต่สิ่งเดียวเลยที่เราจำได้แม่น และเรียกขานมันแทนชื่อคือ
 
"โรงแรมที่เปียกอยู่ตลอดเวลา"

Comment

Comment:

Tweet

โรงแรมหลอนๆ นะคับsad smile

#4 By NAMPU planet on 2011-01-19 16:50

ชอบจังหวะในการเล่าจังเลยค่ะ
สงสัยต้องมาติดตามอ่านบ่อยๆ ซะแล้ว.. big smile

#3 By แอ้ on 2010-12-19 12:26

โห....หายไปนานมากค่ะ

ดีใจที่กลับมาเล่าต่อ แต่สงสัยจังทำไมพื้นโรงแรมเปียกตลอดเวลาคะ big smile

#2 By Pat on 2010-12-18 06:48

นึกว่าจะไม่มาต่อซะแล้ว

#1 By chatkub (116.58.231.242) on 2010-12-18 05:55